เศรษฐกิจยุคดิจิทัล

DIGITAL
ECONOMY

คือ เศรษฐกิจและสังคมที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปกระบวนการผลิต การดำเนินธุรกิจการค้า การบริการ การศึกษา การสาธารณสุข การบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคม และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น

Digital Economy

จะช่วยยกระดับ
ประเทศไทยให้ก้าวหน้า
อย่างไร?

จากความเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีสื่อสารของโลกที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในหลายปีที่ผ่านมา พบว่า “The Nexus of Forces” ของ Gartner เป็นกระแสที่มาแรงและกำลังได้รับความสนใจ จากทั่วโลก โดย S-M-C-I ย่อมาจาก Social–Mobile–Cloud–Information อุบัติการณ์การมาบรรจบกัน (Convergence) ของกระแสความนิยมการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Media) เช่นFacebook และ Twitter ร่วมกับการใช้สมาร์ทโฟน ตลอดจนความนิยมในการดาวน์โหลด “Mobile App” ในการติดต่อกันในลักษณะ Social Network เช่น LINE หรือ WhatsApp ตลอดจนการใช้งานระบบ Cloud ในการจัดเก็บข้อมูลทั้งส่วนตัวและข้อมูลขององค์กร เช่น การใช้ Free eMail: Hotmail, Gmail รวมถึงการใช้ Cloud-based Application ยอดนิยมต่างๆ เช่น iCloud และ Dropbox เป็นต้น

นโยบาย Digital Economy จึงมีความจำเป็นในการเตรียมตัวในระดับประเทศ กับการมาถึงของยุค S-M-I-C ดังกล่าว เพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลให้รองรับการมาถึงของยุค S-M-I-C ดังกล่าว ซึ่งในอนาคตอันใกล้ยุคแห่ง IoT (Internet of Things) กำลังเข้ามามีบทบาทกับเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกหลายค่ายได้ทำนายไว้ ล่วงหน้าว่ามีจำนวนอุปกรณ์ที่ออนไลน์กับอินเทอร์เน็ตไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านอุปกรณ์ ภายในปี ค.ศ. 2020 ซึ่งรัฐควรเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมและสนับสนุนเอกชนในรูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) เพื่อให้เอกชนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกที่นับวันจะแคบลงเรื่อยๆ นโยบาย Digital Economy ควรมีเป้าหมายในระดับประเทศที่ชัดเจน ได้แก่ การเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่ง GDP ที่จะเพิ่มได้นั้น ไม่ได้เกิดจากที่รัฐเป็นผู้ให้บริการแต่รัฐต้องเป็นผู้กำหนดนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและบริการ (Product and Service) ที่อยู่บนระบบเศรษฐกิจดิจิทัลดังกล่าว ดังนั้น นโยบาย Digital Economy จึงมีความจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะต้องคิดและเขียนออกมาให้ได้ตรงตามเป้าหมายดังกล่าว ได้แก่ การเพิ่ม GDP ให้กับประเทศไทยและการทำให้เกิดความยั่งยืน (Sustainability) ในระยะยาว

ประชาชน

จะได้ประโยชน์อะไรจาก
นโยบายดังกล่าว?

หากนโยบายดังกล่าวถูกเขียนขึ้นได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของรัฐที่ต้องการเพิ่ม GDP ของประเทศและถูกเขียนขึ้นอย่างมีธรรมาภิบาล เราจะได้เห็นการเติบโตอันแข็งแกร่งของภาคเอกชนมากขึ้น
ยกตัวอย่าง
ความสำเร็จของประเทศเกาหลีใต้ซึ่งมีบริษัทซัมซุงและบริษัทแอลจีเป็นตัวอย่างที่รัฐสนับสนุนส่งเสริมเอกชนทำให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ในหลายปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง และประชาชนเกาหลีใต้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานสูงขึ้น เศรษฐกิจเกาหลีใต้เติบโตอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมาจากนิยามและแนวคิดเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม 5 หลักการ โดยหลักการข้อที่ 1 คือ ภาคเอกชนจะต้องเป็นผู้นำการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยมีรัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) และส่งเสริมสนับสนุน (Promoter) โดยการสร้างแรงจูงใจอย่างเป็นระบบและปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการทำงานของภาครัฐด้วยดิจิทัลให้โปร่งใส รวดเร็ว และลดคอร์รัปชันได้

อุตสาหกรรมไอซี
ทีมีส่วนผลักดัน
แนวนโยบาย

Digital Economy

ให้เป็นจริงได้อย่างไร?

อุตสาหกรรมไอซีทีที่ขับเคลื่อนด้วยภาคเอกชนในทุกประเทศทั่วโลกเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของ GDP ในระดับประเทศ อุตสาหกรรมไอซีทีจะมีส่วนร่วมผลักดันแนวนโยบาย Digital Economy ให้เป็นจริงได้โดยอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจจากภาคเอกชน และรัฐต้องมีการสนับสนุนอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และจูงใจ โดยมี Incentiveให้กับภาคเอกชนที่มีศักยภาพในการพัฒนาให้แข่งขันได้ในอนาคต ตลอดจนรัฐเองต้องไม่เป็นคู่แข่งเอกชนในการหารายได้ค้ากำไรให้บริการซ้ำซ้อนกับการบริการของภาคเอกชน ซึ่งทำได้ดีอยู่แล้ว แต่รัฐควรเป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุนเอกชน เพื่อให้ภาพรวม GDP ของประเทศไทยมีอัตราที่เพิ่มขึ้น จากความแข็งแกร่งของภาคเอกชนมีศักยภาพในการแข่งขันกับนานาอารยประเทศในยุคโลกาภิวัตน์ เช่นนี้รัฐจึงจำเป็นต้องมีบทบาทร่วมกับเอกชนในรูปแบบ PPP ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น

บริษัทหรือองค์กร
มีการเตรียมความพร้อม
รองรับนโยบาย

Digital Economy

หรือไม่ อย่างไร?

จากนิยามและแนวคิดเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในแนวคิดที่ 3 กล่าวไว้ว่า
ต้องมีการกำหนดนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมโดยกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศบนพื้นฐานของการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลร่วมกันอย่างมีเอกภาพ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนให้เกิดสัมฤทธิผล จะเห็นได้ว่า“ความร่วมมือร่วมใจอย่างเป็นเอกภาพ”ระหว่างรัฐและเอกชนมีแรงจูงใจในการเตรียมความพร้อมรองรับนโยบาย Digital Economy จึงเป็นเรื่องสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การกำหนดนโยบาย Digital Economy ให้มีวัตถุประสงค์เป้าหมายที่ชัดเจนโปร่งใสเพื่อให้เกิดความกระจ่างและความเข้าใจในภาคเอกชน โดยทำให้ภาคเอกชนเห็นถึงประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับและเห็นภาพรวมในการพัฒนาของประเทศ โดยมีการเตรียมความพร้อมของภาคเอกชนด้วย “ความเต็มใจและเต็มที่” สามารถเห็นประโยชน์ได้อย่างชัดเจน (Benefit realization) ตามหลักการกำกับดูแลที่ดีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ GEIT และ COBIT 5 (governance objectives) ซึ่งมีองค์ประกอบหลักคือ
1) Benefit Realisation
2) Risk Optimisation
3) Resource Optimization

ขณะเดียวกัน รัฐมีหน้าที่กำหนดนโยบาย Digital Economy ที่ให้เกิดการ Optimize Risk และ Optimize Resource ตามหลักการกำกับดูแลที่ดีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ GEIT และ COBIT 5 เพื่อให้ครบทั้งสามแกนหลัก จะทำให้เป้าหมายจากการผลักดันนโยบาย Digital Economy ในการปฎิบัติจริง เป็นรูปธรรม มีโอกาสที่จะสำเร็จลุล่วงลงได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดตาม Roadmap เมื่อรัฐส่งเสริม ภาคเอกชนขานรับและปฏิบัติตามนโยบาย Digital Economy เป้าหมายการเพิ่ม GDP คงอยู่อีกไม่ไกล แต่หากภาคเอกชนยังไม่เข้าใจและไม่ตระหนักถึงประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับรวมถึงในกรณีรัฐไม่ชัดเจนเป็นคู่แข่งเอกชนในการหารายได้ค้ากำไรให้บริการซ้ำซ้อนกับการบริการของภาคเอกชน (ยกตัวอย่างหน่วยงานของรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีหน่วยงานของรัฐใดเลยที่มีการลงทุนเปิดบริษัทให้บริการร่วมกับเอกชนหากมีแต่หน่วยงานสนับสนุน) การเตรียมความพร้อมดังกล่าวอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้ส่งผลให้กระทบต่อเป้าหมายของนโยบาย Digital Economy อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐจึงจำเป็นต้องสื่อสารและทำความเข้าใจกับเอกชนในประเด็นนี้ให้ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้าง “Benefit Realization” ให้เห็นเป็นรูปธรรมดังที่กล่าวมาแล้วกล่าวโดยสรุปคือ
นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีจากความตั้งใจที่ดีของภาครัฐ หากแต่วัตถุประสงค์และการปฏิบัติจริง จำเป็นต้องมีความชัดเจน ในส่วนที่เป็นบทบาทของรัฐ ได้แก่ “การส่งเสริมสนับสนุน” รวมถึง “การกำกับ” ให้ Soft Infrastructure มี “Security” และ “Privacy” เพื่อสร้าง “Trust” หรือความมั่นใจและความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับเอกชนและนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนให้บริการในประเทศไทยในมุมมองของความโปร่งใส และตรวจสอบได้ และการสนับสนุนส่งเสริมที่เข้มแข็งของภาครัฐ เพื่อไปสู่เป้าหมาย คือ การเพิ่ม GDP ให้กับประเทศ และประชาชนในประเทศเพื่อความยั่งยืนของ “เศรษฐกิจ” และ “สังคม”เป็นไปตามอุดมการณ์และความตั้งใจที่ดีของรัฐบาลดังเจตนารมณ์ ของกฎหมายที่ได้เขียนชื่อไว้ว่า “พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม”